2007/Oct/26

ช่วงนี้ไปงานเกษียณอายุอาจารย์มาสองงาน งานย้ายข้าราชการหนึ่งงาน งานแสดงความยินดีสำเร็จการศึกษากำลังจะเกิดขึ้นหนึ่งงาน

งานสำเร็จการศึกษา เหมือนงานสำหรับผู้ปกครองนะ มีความสุขจังพอคิดว่ากำลังจะมีงาน นักเรียนรับใบประกาศนียบัตร 20 คน ผู้ปกครองมา 60 คน แขกผู้มีเกียรติอีก 20 คน เอ๊ะเปิดโรงเรียนอนันตรักษ์การบริบาลมาประมาณเกือบ 2 ปี แล้ว ผลิตนักเรียนไปประมาณ 40 คน รู้สึกภูมิใจมากเลยนะ ยิ่งตอนที่เขามีงานทำ งานรายได้พอควรและได้ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ฝันของนักเรียนเอ๊ะเป็นจริงที่เขาอยากเปลี่ยนแปลงชีวิต อยากมีงานที่ดี มีเกียรติมีศักดิ์ศรีเป้นที่เชิดหน้าชูตาของพ่อแม่ คนบางคนอาจเคยผิดพลาดเมื่อครั้งยังเยาว์ แต่เมื่อคิดได้ก็อยากแก้ตัว อยากเริ่มชีวิตใหม่ แม้เอ๊ะจะเป้นแค่ผู้ประกอบการรายเล็กๆ แต่ก็รู้สึกว่าเราได้ให้โอกาสเขา อิ่มเอมใจมากเลยจ้ะ

พูดถึงเรื่องการย้ายของข้าราชการและการเกษียณอายุ เอ๊ะเคยไปงานย้ายของข้าราชการคนหนึ่ง เขาไม่ได้อยากไปเลยแต่ถูกย้ายก็เลยจำใจไป ดูแล้วเศร้ามาก ส่วนคนที่เอ็เพิ่งไปนี้เขาเป็นตำรวจ ย้ายไปในตำแหน่งที่ใหญ่โตขึ้นก็มีความสุขกันไป เรื่องการเกษียณอายุไปมาสองงาน คนละความรู้สึกเลย คนกลุ่มหนึ่งจบอายุราชการด้วยความเจ็บปวดและความน้อยเนื้อต่ำใจ  อ่านหนังสือมุฑิต่จิตเหมือนสะท้อนความเจ็บปวดที่เก็บสะสมมาตลอดการทำงาน และเมื่อคุยกับอาจารย์ท่านที่เกษียณท่านบอกว่า "พอแล้ว หนูเอ๊ะ อาจารย์เหนื่อยมามาก พอแล้ว ไม่สอนแล้ว" น่าเสียดายมาก เพราะเคยทำงานร่วมกันอาจารย์ท่านนี้เป็นคนที่มีความอุสาหะมากเลยทีเดียว แต่ท่านเจ็บปวดเกินไป  ส่วนอีกงานหนึ่ง เป็นงานของอาจารย์ที่เกษียณรุ่นเดียวกัน งานนี้คับคั่งไปด้วยคนหลายองค์กร ขอกล่าวถึงชื่อเลยก็แล้วกัน งานของ รศ.สุนันท์  นีลพงษ์ แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักเมืองเพชร เป็นงานที่น่ารักและอบอุ่นเหมือนได้พบญาติพี่น้อง มีเพลงจากวงคีญตาชาลี ลุงอ๊อดและครอบครัวแจมโดยคุณวิลิต เตชะไพบูลย์สองเพลง และจบอย่างสวยงามด้วยเพลงดาวแห่งศรัทธา

เมื่อ พ.ศ. 2542 เอ๊ะชวนปะป๊าไปสมัครสมาชิกกลุ่มคนรักเมืองเพชรที่ราชภัฏ แล้วพบหญิงกลางคนท่านหนึ่งยิ้มท่าทางใจดีบอกว่า สมัครได้เลยค่ะ ค่าแสตมป์สมาชิกปีละ 100 บาท หลังจากนั้นไม่นานเอ๊ะก็ไปสมัครเป็นอาจารย์ที่ราชภัฏเพชร คณะมนุษย์ฯและได้ทราบภายหลังว่าท่านคือ อาจารย์สุนันท์ นีลพงษ์ อาจารย์สุนันท์ เป็นผู้ประสานงานกลุ่มคนรักเมืองเพชร มีคนรู้จัก ชอบทำงานสังคม เสน่ห์อย่างหนึ่งของอารย์จารย์กุ้งคือ อ่อนน้อมถ่อมตนกับผู้ใหญ่ น่ารักและอ่อนไหวสมผู้หญิง อบอุ่นและอ่อนโยนเมื่อพูดคุยด้วย ให้กำลังใจและให้โอกาสเสมอ เช่น เมื่องานแสงสีเสียงสืบสานแม่น้ำเพชรที่ผ่านมา น้องแอ๊ะไปเป็นพิธีกรร่วมกับอาจารย์กุ้ง อาจารย์ไม่ค่อนสบายแต่ก็ให้กำลังใจน้องแอ๊ะและช่วยสนับสนุนตลอด เมื่อครั้งที่ทำงานกับอาจารย์อนุชาติ พวงสำลี ที่มหิดล เอ๊ะก็รู้สึกว่าอาจารย์อนุชาติเป็นคนเก่ง ใจดี  ใจกว้าง รักสังคมไทย อาจารย์เป็นคนอ่อนน้อม สุภาพแต่ก็เคี่ยวเข็ญให้เราคิด ให้เราอ่าน เรียนรู้มากๆ ให้เอ๊ะอ่านบทความสรุปส่งอาจารย์ทุกสัปดาห์ จนกลายเป็นนิสัยที่ต้องอ่านต้องสรุป (แล้วก็บังคับให้นักเรียนทำด้วยนะ อิ อิ) แล้วอาจารย์ก็ปฏิบัติให้ดู คือ อาจารย์ทำงานประชาสังคม แนะให้เอ๊ะรู้จักที่ทางที่ตรงจริต แนะให้เอ๊ะรู้จักลุงวิเชียร เรียบร้อย สมาชิกกลุ่มคนรักเมืองเพชรที่ชวนเอ๊ะกลับมาสอนหนังสือที่ราชภัฏเพชรบุรี และกลับมาเป็นเอ๊ะ นักธุรกิจที่มีจริตชอบช่วยงานสังคมที่เมืองเพชร  ทุกวันนี้ยังรู้สึกขอบพระคุณอาจารย์อนุชาติตลอดเวลาเลย 

วันนี้ พ.ศ. 2550 รู้สึกได้บทเรียนการเป็นผู้ใหญ่มาอีกเรื่องคือ คนเก่งต้องมีจุดยืนแต่ไม่กระด้าง ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน เหมือนรวงข้าวที่เมื่อรวงข้าวยิ่งมาก ยิ่งค้อมลงสู่ดิน ชาวนาย่อมตระหนักถึงคุณค่าของต้นข้าวนั้น

บางทีการที่เราดิ้นรนหาความสุขก็ทำให้เราละเลยความสุขเล็กที่เราเคยมองเห็นไปเหมือนกันนะ  ช่วงที่ผ่านมาบางครั้งการเป็นนักธุรกิจที่เป็นคนช่างอ่อนไหวก็ทำให้เราอ่อนแอเหมือนกัน อิ อิ 

การมองโลกในแง่ดีทำให้เอ๊ะถูกทำร้ายหลายครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา แต่การมองโลกในแง่ดีก็ทำให้เอ๊ะลุกขึ้นยืนใหม่ได้ทุกครั้ง

การเป็นคนดีทำให้เอ๊ะไม่กล้าต่อรองและไม่กล้าทำร้ายผู้อื่นกลับไป แต่การเป็นคนดีก็ทำให้เอ๊ะมีเพื่อนและคนรอบข้างช่วยเหลือครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมกับคำพูดที่บอกว่า "อีกแล้วนะ แก ยอมทุกที เฮ้อ... เอาใหม่ เข้มแข็งลุกขึ้น สู้ต่อ สู้ต่อ"  คำที่ได้ยินจากพี่มุเสมอบอกว่า "ไอ้เอ๊ะเอ๊ย แกเป็นนักธุรกิจได้ไงเนี่ย แกไปทำธุรกิจที่ไหนมา ถึงเพิ่งมาเจอเรื่องอย่างนี้ ฮะ" ก็จริงง่ะ ไม่เคยพบเจอแบบปีนี้เลยนะ แต่ก็ดีนะที่ปัญหาเข้ามาตอนเอ๊ะมีที่ปรึกษาที่มีสติสตังครบถ้วนแบบเจ๊น่ะ  "เอ๊ะติดดี เลยจะทำอะไรก็กลัวคนมองไม่ดี ทั้งที่บางทีปล่อยให้คนมันทำอยู่นั่นแหละ บ้าแล้ว" ตอนนี้โตขึ้นแล้วนะ ก็ได้เรียนรู้อีกบทหนึ่งว่า......

การเป็นคนดีก็ต้องรู้จักป้องกันภัยจากศาสตร์มืด อิ อิ ต้องรู้จักวางตัวให้เหมาะสม

การประกอบอาชีพใดๆก็เหมือนกัน ทุกคนมามือเปล่าเริ่มงานก็เริ่มสะสม ใช้สิ่งที่สะสมและสุดท้ายก็จากไปมือเปล่า นักธุรกิจได้เงินมากมาย เลี้ยงคนมากมาย มิตรมากมาย ศัตรูมีบ้าง ก็เหลือสะสม / ข้าราชการรายได้ไม่มาก ใช้เงินน้อย เลี้ยงเพียงครอบครัวพี่น้อง มีเพื่อนมีคนรู้จัก มีมิตร และก็มีศัตรู ก็เหลือสะสม แต่สุดท้าย ท้ายสุด หนังชีวิตต้องจบ ไม่มีปัจเจกชนคนใดเป็นหนังที่ไม่รู้จบ มีเหลือเพียงชื่อเสียง ความดี ที่หลงเหลือไว้ในสังคมที่เป็นหนังไม่รู้จบนำมากล่าวถึงแล้วกล่าวถึงอีกเหมือนหนังโฆษณาขั้นรายการตลาดกาล 

อืม..... วันนี้รายงานจากนักธุรกิจตัวน้อยก็คงเท่านี้ก่อนนะ

รักและให้กำลังใจเสมอ

เอ๊ะ

  

2007/Oct/23

เร็วๆนี้มีเรื่องให้ปวดหัวกับการต่อรองราคา ที่เพิ่งรู้ว่าไม่ใช่แต่คนไทยที่ชอบต่อ

คนญี่ปุ่นก็ต่อแหลกเหมือนกันแฮะ

 

มุเป็นล่ามมาก็หลายปี รู้ๆอยู่ว่าหลายองค์กรญี่ปุ่น พอเห็นว่าล่ามเป็นคนไทยปุ๊บ ก็จะเริ่มดำเนินการต่อรองกดราคาทันที ยิ่งเป็นงานในทำนองแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชน (ที่จริงก็ของทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ แต่พี่ยุ่นชอบตั้งชื่อโครงการเป็น ความช่วยเหลือ อยู่เรื่อย)  ที่มุชอบทำ ก็จะยิ่งมาอ้างว่าเป็นงานที่ไม่มีงบประมาณ ขอราคาถูกสุดชีวิตหน่อยเถอะ

 

เคยคุยกับเอ๊ะ(อดีต)เจ้าของรีสอร์ทราคาทุกระดับประทับใจ เอ๊ะก็บอกว่าพอเรายืดหยุ่นเรื่องราคา สามารถปรับเพิ่มลดความสะดวกสบายให้ลูกค้าที่มารีสอร์ทได้ตามแต่งบประมาณ ลูกค้าก็ชอบขอเอาทุกอย่างในราคาที่เราให้ไม่ได้สักอย่าง ต้องทำใจแข็งปฎิเสธลูกเดียว เพราะถ้าลองให้ไปสักครั้ง ทีนี้ทุกคนก็พร้อมจะมาขูดเลือดเอากับเราด้วยคำว่า ก็คุณเคยทำได้

 

งานล่ามเองก็มีคุณภาพของตัวล่ามเป็นตัวกำหนดราคาเหมือนกัน เพียงแต่ว่ามุดันไปแหกกฎในบางกรณี เช่น คนญี่ปุ่นอยากมาเรียนรู้วิถีชีวิตคนไทยจริงๆ มาพักในหมู่บ้าน คนไทยทำอะไรก็กิน พาไปทำอะไร ก็ไปทำ ถ้าเป็นงานแลกเปลี่ยนกันแบบใจถึงใจแบบนี้ คุณค่าทางใจที่ได้สามารถไปทดแทนมูลค่า ผลตอบแทนได้มากมายนัก ยิ่งถ้าคนที่ติดต่อมาพูดคุยกันรู้เรื่อง คุยกันในทำนองอยากให้ล่ามไปช่วย ดูแลให้การแลกเปลี่ยนกันมันเดินไปได้ลึกถึงแก่นจริงๆล่ะก็ เรื่องราคาไม่เคยเป็นปัญหา

 

แต่ถ้าเป็นงานที่ปากก็พูดว่าแลกเปลี่ยน แต่คนญี่ปุ่นที่มาต้องนอนโรงแรมทุกคืน หนำซ้ำยังต้องการโรงแรมใจกลางไนต์บาซ่าร์เชียงใหม่เสียอีก เวลาติดต่อก็ผ่านคนโน้นคนนี้มั่วมาหลายทาง (คล้ายๆกับต้องการเช็คว่าเราโก่งราคาหรือเปล่า) เจ้าตัวคนที่รับผิดชอบโครงการไม่เคยโผล่มาให้เห็น งานแบบนี้ก็คงต้องพูดกันตามตรง ว่าคุณจะได้ล่ามในคุณภาพตามราคาถูกๆที่คุณต้องการจ่าย

 

ไม่อยากให้งานคุณภาพดีที่ตั้งใจทำและน่าจะมีผลไปถึงสังคมในทางที่ดี กลายเป็นงูที่กลับมารัดจนตัวเองหายใจไม่ออกเท่านั้นเอง

 

edit @ 23 Oct 2007 13:29:32 by YoungSVN

2007/Oct/07

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆพี่ๆ ชาว YSVN

นานแล้วนะคะ ที่เราได้ออกไปเช่าบ้านราคาแพงเป็นของเราเองที่ www.ysvnthailand.net และแล้วเราก็สะดุด สุดท้ายก็กลับมาเริ่มต้นที่บ้านเดิม www.ysvn.exteen.com

ขอบคุณคุณหมอน้องนิลที่จับจองบ้านหลังน้อยนี้ไว้ ถึงแม้จะไม่มีใครมาเยี่ยมเยือนกว่า 2 ปีแล้วแต่เมื่อเข้ามากุญแจลูกเดิมยังไขเข้าบ้านได้แอบอบอุ่นใเหมือนได้กลับมาที่คุ้นเคยน

เมื่อสองปีที่แล้วที่ได้รู้จักทุกคนนะจริงๆแล้วช่วงสองปีที่ผ่านมา เพื่อนๆ พี่ๆคงได้รู้เรื่องราวเส้นทางการทำธุรกิจอย่างบ้าดีเดือดของเอ๊ะบ้างแล้ว สนุกจริงๆค่ะ แล้วก็รู้สึกว่ามีความสุขและขอบคุณกลุ่มysvn ผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นเยาว์ (ปีนี้เอ๊ะก็ไม่ค่อยเยาว์แล้วนะ 30 แล้วง่ะ เฮ้อ)

จำได้ว่าที่...การประชุมครั้งแรกของเราเอ๊ะได้รับจดหมายเชิญให้ไปร่วมประชุมกับเครือข่ายผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นเยาว์และบอกว่าเป็นแบบว่าคนทำธุรกิจแต่ชอบทำงานอาสาสมัครง่ะ ส่วนหนึ่งก็เป็นนักเขียน เป็นล่าม เป็นคน NGO เป็นฟรีแลนซ์ เป้นคนยังไม่มีงานแต่สนใจทำงานพัฒนาแล้วหาเลี้ยงชีพด้วย อะไรประมาณนี้

เอ๊ะเป็นคนที่ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เมื่อครั้งที่เข้าร่วมกับกลุ่มใหม่ๆ ช่วงนั้นกำลังประสบความสำเร็จด้วยดีกับกิจการรีสอร์ทค่ายเด็กและเยาวชนที่เพชรบุรี ทำแบบไม่เคยไปดูงานใคร ทำเล็กๆแบ่งปันให้สังคมท้องถิ่นโดยการให้ทุนการศึกษาเด็กยากจน ให้ข้าวสารโรงเรียนยากจนทำเองจ้ะ ทำเล็กๆเพราะเบื่อการเสนอหน้าหาทุนจากที่อื่นๆ (แนวคิดนี้แรงไปนิ๊ดนะ)ตอนนั้นน้องแอ๊ะกำลังเรียนอยู่และช่วยทำงานที่บ้านด้วย เอ๊ะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ ต่อมาเมื่อน้องแอ๊ะเรียนจบกลับมาช่วยที่บ้านได้มากขึ้น ช่วงนั้นเอ๊ะก็เริ่มมาสนใจงานบริการด้านผู้สูงอายุ ไม่รู้ด้วยอะไรก็แล้วแต่ เอ๊ะก็ได้เป็นหนึ่งตัวแทนกลุ่มเพื่อนysvn ไปร่วมแลกเปลี่ยนกับysvnที่ประเทศญี่ปุ่น

2549 จากการทำเดย์แคร์ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ขยายลายน์ไปทำอย่างอื่นที่ใกล้เคียงก็ถูกโกง ต้องให้เพื่อนๆพี่ๆช่วยคิด ขอบคุณที่สุดสำหรับน้องนิล และที่สุดของที่สุดคือพี่มุ ไม่รู้จะอธิบายยังไงว่าหากไม่ได้รู้จักกับ ysvn ฝันที่อยากเห็นคนทำธุรกิจหรือทำงานอื่นก็ได้ แล้วทำความดี แบ่งปันให้ผู้อื่จะได้เห็นไหมการดูแลผู้สูงอายุที่ดีๆจะไปดูที่ไหน จะเป็นได้จริงเหรอ แต่ก่อนนี้เราถูกนิยามว่า เป็นเอ็นจีโอที่หัวนักธุรกิจ และถูกนักธุรกิจหลายคนนิยามว่า ไอ้เอ๊ะมันหัวรุนแรงหัวเอ็นจีโอ

หากเอ็นจีโอ หมายถึงคนที่ไม่เป้นข้าราชการหรือรับเงินเดือนหลวง ก็ถูกของเขา คือ เอ๊ะเป็นเอ็นจีโอ และหากนักธุรกิจ หมายถึง คนที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการขายสินค้าและบริการเพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน เอ๊ะก็ถูกนิยามว่าเป็นนักธุรกิจถูกต้องแล้ว

ที่ผ่านมาสองปีกว่าที่อยู่กับเครือข่าย ysvn เอ๊ะไม่เคยคาดหวังอะไรจากกลุ่ม ไม่เคยคิดว่ากลุ่มจะให้อะไรเรา สิ่งเดียวที่ได้และยังได้อยู่เสมอคือความอบอุ่นใจที่ได้บอกตัวเองว่า เรายังมีเพื่อนที่คล้ายกับเรา เพื่อนที่เป็นคนทำงานเลี้ยงชีพตัวเองได้และได้ช่วยคนอื่น หรือไม่ก็เป็นคนทำงานสังคมแต่ไม่เป็นภาระใคร ไม่ต้องเล่นการเมืองประจบประแจงให้ได้โครงการมาเพื่อหาเงินมากินมาใช้ และนี่แหละชายคาที่เอ๊ะอยากมายืนหลบฝนอยู่ด้วย ถึงแม้ฝาผนังยังไม่มี บางครั้งจะโดนฝนสาดบ้าง แต่เมื่อหันไปเจอเพื่อนข้างๆก็สนุกเสียอีกที่ได้เปียกด้วยกัน ฮะ ฮะ

เอ๊ะยังคงตั้งมั่น ตั้งถิ่นฐานการทำธุรกิจอยู่ที่บ้านเกิดเพชรบุรี และขยายไปหัวหิน เนื่องจากจังหวะชีวิตพาไป คลื่นลมหลายลูก พายุฝนหลายครา มากระทบกับชีวิตและธุรกิจ จนบางครั้งเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ต้องขอบคุณกลุ่ม ysvn นี้อีกนั่นแหละ ที่ก่อกำเนิดมาแล้วทำให้เอ๊ะมั่นใจว่า หนทางที่เอ๊ะเลือกที่จะทำธุรกิจที่ผลตอบแทนช้า แต่มีประโยชน์ต่อสังคม จะอยู่ได้ อาจต้องใช้เวลา แต่เวลานั่นแหละจะเป็นตัวพิสูจน์เราเอ๊ะอาจโชคดีที่เอ๊ะมีครอบครัวที่ดี มีพ่อแม่ที่เข้าใจ มีป๊าที่สนับสนุนให้ลูกทำธุรกิจด้วยความดีและคุณธรรม มีแม่ช่วยคิดแก้ปัญหา มีน้องช่วยให้กำลังใจ มีเพื่อนดีอย่างพี่มุ พี่หนุ่ย พี่เจื้อยและอีกหลายคนช่วยกันพาเอ๊ะผ่านวิกฤตทั้งหลายทั้งปวงไปได้

หลังจากที่ได้พยายามจะผลักดันให้กลุ่มเกิดการทำงานเป็นรูปธรรมมากขึ้นมาหลายครั้ง หลังสุดก็คือเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับเวปไซด์ เอ๊ะไม่ได้รับคำตอบหรือเสียงเสนอความคิดเห็นจากใครเลย เอ๊ะก็เลยคิดว่าเพื่อนๆและพี่ๆคงไม่สะดวก จึงตัดสินใจมาเปิดบ้านหลังเก่า เพื่อแสดงความคิดเห็นและได้ติดต่อกันไปพลางๆก่อน

วันนี้หลังจากเรียน มีโอกาสไปร้านหนังสือซีเอ็ด ได้ไปพบหนังสือเล่มหนึ่ง อ่านแล้วอยากทำสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้ คือ มาไขกุญแจบ้านเก่าเลยหล่ะ

หนังสือเรื่อง CSR การสร้างธุรกิจด้วยพลังวิสัยทัศน์ ของ มาร์ก อัลเลน และแปลโดย ไพโรจน์ ภูมิประดิษฐ์ ของสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา แนะนำให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ หาอ่านนะคะ อ่านแล้วสนุกจริงๆ รวดเดียวจบเลย ยังคิดเลยว่า หากได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนทำหลายๆอย่าง อาจผิดพลาดน้อยกว่านี้

ก็เพิ่งเป็นการเขียนครั้งแรก หลังจากหายไปนาน ของฝากบางตอนจากหนังสือไว้ให้นะคะ แล้วพบกันครั้งหน้านะ

รักและคิดถึงเสมอ

เอ๊ะ

สาวเมืองเพชรจ้ะ

"เราแต่ละคนแตกต่างกัน และเราแต่ละคนมีจุดมุ่งหมายเฉพาะตัวในการดำเนินชีวิต และเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น เราแต่ละคนได้รับความถนัดและความสามารถที่ไม่เท่ากัน บางอย่างที่คุณทำได้ และบางอย่างที่ผมทำได้ แต่คนอื่นอาจทำได้ในแบบเดียวกัน เราทุกคนล้วนมีพรสวรรค์ตามธรรมชาติ แต่บางครั้งเป็นเรื่องยากที่เราจะค้นพบว่ามันคืออะไร แต่บางทีก็เป็นเรื่องง่าย เพราะเราทึกทักเอาโดยไม่รู้ว่าพรสรรค์คืออะไร"

"เงินเป็นสิ่งจำเป็นในธุรกิจ แต่เป้นเรื่องรอง เงินเป็นกระแสเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตธุรกิจ แต่ธุรกิจต้องมีจุดมุ่งหมายที่สูงกว่านั้นเพื่อการอยู่รอดและรุ่งเรือง"

"จงอยู่ให้ห่างจากคนที่พยายามเย้ยหยันปณิธานของคุณ คนที่ไม่ยิ่งใหญ่มักทำเช่นนั้น แต่ผู้ที่ยิ่งใหญ่จริงจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณก็สามารถยิ่งใหญ่ได้ด้วยเหมือนกัน"